แชร์

ความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

อัพเดทล่าสุด: 24 ต.ค. 2024
2414 ผู้เข้าชม

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหน้าที่ขององค์กรในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องปฏิบัติเมื่อดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้หลายประการ พร้อมทั้งได้กำหนดมาตรการเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายไว้ด้วยกล่าวคือ กำหนดให้องค์กรอาจมีความรับผิดทางแพ่ง โทษทางอาญา และโทษทางปกครอง ในกรณีที่องค์กรปฏิบัติฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งเป็นการบัญญัติที่สอดคล้องกับกฎหมายอีกหลาย ๆ ฉบับที่ต้องการให้มีมาตรการบังคับเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

มาตรการลงโทษหนึ่งที่ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ที่มักถูกกล่าวถึงเสมอคือ ความรับผิดทางอาญา ของผู้บริหารนิติบุคคลซึ่งกฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้บริหารของนิติบุคคลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายด้วยความรับผิดชอบ (accountability) หากมีหน้าที่ในฐานะผู้นำขององค์กรควรสั่งการหรือกระทำการให้สอดคล้องกับกฎหมายก็พึงต้องกระทำ ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่เพิกเฉยหรือละเลย ละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิดอีกด้วย ซึ่งกฎหมายหลาย ๆ ฉบับก็มีมาตรการบังคับในทำนองเดียวกัน ตัวอย่างเช่น มาตรา 77 แห่ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นต้น

ขณะที่ในบริบทของสังคมโลก ก็มีการนำมาตรการลงโทษทางอาญามาใช้เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ในโอกาสนี้ สำนักงานฯ ขอยกกรณีศึกษาของ 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเยอรมนี และประเทศสิงคโปร์มาเปรียบเทียบเพื่อทำความเข้าใจ

ประเทศเยอรมนีเป็นรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรปที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มี General Data Protection Regulation หรือ GDPR ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และปัจจุบันได้เป็นกฎหมายต้นแบบของหลายๆ  ประเทศในการตรากฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งก็รวมถึง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ของประเทศไทยด้วย

ตาม GDPR นั้นจะไม่มีบทกำหนดโทษทางอาญา มีแต่ค่าปรับทางปกครองในอัตราที่สูงมาก โดยค่าปรับในอัตราสูงสุดจะอยู่ที่ร้อยละ 4 ของผลประกอบการรวมจากทั่วโลก (ไม่ใช่เฉพาะแต่ผลประกอบการในสหภาพยุโรป) แต่การที่ GDPR ไม่มีบทกำหนดโทษทางอาญาไม่ใช่ว่าสหภาพยุโรปจะเห็นว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ควรมีโทษทางอาญา แต่เพราะว่า การลงโทษทางอาญา ไม่อยู่ในขอบอำนาจของสหภาพยุโรป ดังนั้น กฎหมายของสหภาพยุโรป จึงไม่มีโทษทางอาญา

อย่างไรก็ตาม การกำหนดโทษทางอาญายังคงเป็นอำนาจของรัฐสมาชิก รัฐสมาชิกสามารถกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ GDPR เพื่อให้กฎหมายมีผลใช้บังคับได้ ในประเทศเยอรมนีที่มีการตรา Federal Data Protection Act 2017 (BDSG) ขึ้น ก็มีการกำหนดโทษทางอาญาไว้ในมาตรา 42 ของกฎหมายดังกล่าวโดยกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 3 ปีหรือปรับในกรณีที่กระทำผิดเงื่อนไขเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด

ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ ได้มีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม Personal Data Protection (Amendment) Act 2020 (No. 40 of 2020) มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564  โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางอาญา ไว้ 3 กรณี ได้แก่
(1)การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Singapore PDPA section 48D)
(2)การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล (Singapore PDPA section 48E)
(3)การระบุกลับอัตลักษณ์ของบุคคล (re-identification) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Singapore PDPA section 48F)
นอกจากนี้ ในการแก้ไขดังกล่าวยังได้กำหนดด้วยว่าในกรณีที่การกระทำความผิดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกิดจากการกระทำความผิดของนิติบุคคล ให้กรรมการหรือผู้บริหารของนิติบุคคลมีความรับผิดด้วยหากการกระทำผิดนั้นเกิดจากการกระทำหรือการงดเว้นกระทำของกรรมการหรือผู้มีอำนาจ (SG PDPA section 52) โดยความรับผิดทางอาญานั้นมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ


ซึ่งหากพิจารณาความรับผิดทางอาญาตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ เทียบกับกฎหมายของสิงคโปร์จะพบว่าขอบเขตความรับผิดทางอาญาของไทยตามาตรา 79 และมาตรา 80 นั้นแคบกว่ากฎหมายของประเทศสิงคโปร์ โดยเฉพาะความรับผิดทางอาญาตามาตรา 79 ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามาตรา 26 (ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นอีกทั้งในส่วนของโทษจำคุกก็กำหนดไว้น้อยกว่า กล่าวคือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ 1 ปี และต้องการเจตนาพิเศษในทางกฎหมายอาญาประกอบด้วยหากจะให้กรรมการ หรือผู้บริหารของนิติบุคคลต้องรับผิด


สำนักงานฯ จึงขอถือโอกาสนี้สื่อสารไปยังสาธารณะเกี่ยวกับข้อกังวลที่ว่าพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ มีการกำหนดโทษทางอาญาทั้ง ๆ ที่ GDPR ที่เป็นกฎหมายต้นแบบไม่ได้กำหนดไว้ หรือประเทศสิงคโปร์ไม่ได้กำหนดไว้ แต่กฎหมายไทยกำหนดโทษและความรับผิดไว้สูงเกินกว่านานาอารยประเทศที่ใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาก่อนประเทศไทยอาจจะยังเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน.
_________
 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
https://www.bangkokbiznews.com/columnist/1001604


บทความที่เกี่ยวข้อง
การลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลและการพัฒนา AI
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA มาตรา 37 (3) กำหนดให้องค์กรมีหน้าที่จัดให้มีระบบการตรวจสอบ เพื่อดำเนินการลบ หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล
13 ส.ค. 2024
ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์กับ ChatGPT
Jonathan Turley ศาสตราจารย์แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย George Washington ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากเมือพบว่า เขาถูกกล่าวหาว่าทำการคุกคามทางเพศ
13 ส.ค. 2024
ข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นสำหรับการติดต่อกลับ
หลาย ๆ ท่านที่เคยติดต่อสถาบันการเงินผ่านช่องทางออนไลน์อาจจะเคยพบว่าเว็บไซต์ของสถาบันการเงินบางแห่งมีการขอให้กรอกข้อมูลต่าง ๆ
13 ส.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy