แชร์

ถอดบทเรียนจากคำสั่งปรับ 7 ล้านบาทตาม PDPA

อัพเดทล่าสุด: 24 ต.ค. 2024
2202 ผู้เข้าชม

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้เผยแพร่คำสั่งของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ (กชช.) คณะที่ 2 ในกรณีมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองบริษัทแห่งหนึ่งเป็นเงินจำนวน 7 ล้านบาท

          อันเนื่องมาจากการปฏิบัติฝ่าฝืนหน้าที่ขององค์การในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นการลงโทษปรับทางปกครองครั้งแรกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA

          ในวันนี้ ผู้เขียนจึงอยาก ถือโอกาสพาผู้อ่านทุกท่านมาเรียนรู้ถึงกลไกการใช้บังคับ PDPA และหน้าที่ต่าง ๆ ขององค์กรตามที่ PDPA กำหนดในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองในกรณีดังกล่าว

 

          ตาม PDPA กำหนดให้ กชช. มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตาม PDPA รวมทั้งตรวจสอบการกระทำใด ๆ ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (องค์กรต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชน) เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

          โดยกำหนดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (ประชาชน/ผู้ใช้บริการ) มีสิทธิร้องเรียนในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม PDPA ได้

          ซึ่งจากกรณีพฤติกรรมการกระทำความผิดตามที่ปรากฎในข่าวอันนำไปสู่การกำหนดค่าปรับทางปกครองเป็นเงินจำนวน 7 ล้านบาทนั้น เกิดจากการกระทำความผิด 3 ประการ กล่าวคือ

1. มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย:

          องค์กรมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ

          และต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม (มาตรา 37 (1))

          โดยองค์กรมีหน้าที่ต้องจัดให้มีมาตรการเชิงองค์กร (organizational measures) และมาตรการเชิงเทคนิค (technical measures) ที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการทางกายภาพ (physical measures) ที่จำเป็นด้วย โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนโอกาสเกิดและผลกระทบจากเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

          บทกำหนดโทษ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 3 ล้านบาท (มาตรา 83)

2.การแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล:

          องค์กรมีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ สคส. โดยไม่ชักช้าภายใน  72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

          ในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้แจ้งเหตุการละเมิดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบพร้อมกับแนวทางการเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย

          โดยองค์กรอาจชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่ทำให้แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้า โดยจะต้องแจ้งแก่สคส. โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ

          บทกำหนดโทษ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 3 ล้านบาท (มาตรา 83)

 

3. การแต่งตั้ง DPO:

          ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่การดำเนินกิจกรรมของตน จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยเหตุที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก มีหน้าที่ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตน (มาตรา 41 (2))

          โดยการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลัก (core activities) โดยมีจำนวนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งแต่  1 แสนรายขึ้นไป ให้ถือเป็นกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก (on a large scale) 

          บทกำหนดโทษ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 1 ล้านบาท (มาตรา 85)

          รายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ใน 3 กรณีข้างต้นมีประกาศของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนอย่างน้อย 3 ฉบับที่กำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดต่าง ๆ ไว้เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ ดำเนินการและถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

          ซึ่งหากพิจารณาจากบทกำหนดโทษที่ กชช. กำหนดในกรณีนี้ ผู้เขียนเข้าใจว่า กชช. มีความเห็นว่าการกระทำของหน่วยงานดังกล่าวเป็น กรณีร้ายแรง หรือคำสั่งให้แก้ไขและตักเตือนไม่เป็นผล รวมทั้งไม่มีเหตุบรรเทาโทษต่าง ๆ ตามกฎหมายกำหนดจึงมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองในอัตราสูงสุดสำหรับความผิดในแต่ละมาตรา

          องค์ประกอบสำคัญในทางกฎหมายที่ทำให้ กชช. สามารถกำหนดค่าปรับได้ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ที่ให้ยกเลิกความในข้อ 9 (2) ของประกาศฉบับเดิม ดังนี้

 

          ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามระเบียบและบัญชีค่าปรับที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

          โดยคำนึงถึงความร้ายแรงและพฤติการณ์อื่นในการลงโทษปรับทางปกครองตามที่เห็นสมควร และอาจมีคำสั่งตาม (1) (ก) (ข) หรือ (ค) ด้วยก็ได้ การตัดคำว่า ตามระเบียบและบัญชีค่าปรับที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

          ทำให้ในการกำหนดค่าปรับทางปกครองสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องใช้ระเบียบและบัญชีค่าปรับ (ซึ่งที่ผ่านมามีอุปสรรคหลายประการทำให้ไม่สามารถออกระเบียบและบัญชีค่าปรับได้) โดยประกาศฯ (ฉบับที่ 2) ดังกล่าว มีผลนับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นมา

          ซึ่งนอกจากการกำหนดค่าปรับทางปกครองเป็นเงิน 7 ล้านบาทดังกล่าวแล้ว กชช. ยังมีคำสั่งกำหนดเงื่อนไข ให้มีการปรับปรุงบุคลากร (people) กระบวนการ (process) และเทคโนโลยี (technology) ให้มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมตามที่ กชช. กำหนดอีกด้วย.


บทความที่เกี่ยวข้อง
ความยินยอมของพนักงาน? ความโปร่งใสของการบริหารจัดการข้อมูล
หลักความชอบด้วยกฎหมาย ความเป็นธรรมและความโปร่งใสของการบริหารจัดการข้อมูล (Lawfulness, Fairness and Transparency) เป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐาน
13 ส.ค. 2024
การเก็บสำเนาบัตรประชาชนเพื่อการยืนยันตัวตน
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบขององค์กร ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องปฏิบัติ
6 ส.ค. 2024
Twitter AI และข้อจำกัดทางกฎหมายในการพัฒนา AI
กรอบนโยบายทางกฎหมายในการพัฒนา AI อาจยังมีข้อจำกัดอยู่บางประการ โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ทำให้การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้เทคโนโลยี AI ของบริษัทต่างๆ
24 ต.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy