แชร์

มือถือหรือคอมพิวเตอร์โดนแฮ็กได้อย่างไร ?

อัพเดทล่าสุด: 24 ต.ค. 2024
976 ผู้เข้าชม

ปัจจัยและสาเหตุของการถูกแฮ็กและขโมยข้อมูล - มีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบและสร้างเสียหายความรุนแรงต่อคอมพิวเตอร์และผู้ใช้งาน เช่น การดูแลรักษาคอมพิวเตอร์มีการอัปเดตระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์เป็นรุ่นล่าสุดหรือไม่ ประเภทภัยคุกคามที่มาโจมตี จำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีหรือบัตรเครดิต ความสำคัญของข้อมูลในระบบ เป็นต้น โดยสาเหตุที่คอมพิวเตอร์ถูกแฮ็กเกิดจาก 5 พฤติกรรม ดังนี้


1. การขาดความตระหนักรู้และขาดการไตร่ตรอง เป็นสิ่งที่สุ่มเสี่ยงและมีผลกระทบมากที่สุด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ในระหว่างทำธุรกรรมก็อาจเข้าใช้งานเว็บไซต์หรือดาวน์โหลดข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบเว็บไซต์และโปรแกรมที่ดาวน์โหลดมาหรือสังเกตอีเมลลิงก์ต่าง ๆ รวมถึงคลิกลิงก์ที่แนบมาโดยไม่ได้ระวัง ทำให้ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาจส่งอีเมลหลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูลหรือติดตั้งมัลแวร์ (โปรแกรมอันตราย) ได้ หรือเห็นได้จากหลาย ๆ ข่าวที่มิจฉาชีพปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น สรรพากร ตำรวจ เป็นต้น ทำการหลอกล่อเหยื่อโดยการส่งลิงก์มาให้โหลด และเหยื่อก็ติดตั้งซอฟต์แวร์จากลิงก์นั้น ทำให้สูญเงินไปหลายล้านบาทหลายกรณี ซึ่งหากเป็นคอมพิวเตอร์ขององค์กรที่สามารถเข้าถึงระบบหรือข้อมูลสำคัญได้ ยิ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นไปอีก

2. ติดตั้งและใช้งานโปรแกรมเถื่อน บางครั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่ต้องการใช้งาน ผู้ใช้อาจคิดว่ามีราคาแพง ก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้น จึงไปดาวน์โหลดโปรแกรมเถื่อนเพื่อนำมาใช้งาน โดยที่ไม่รู้ว่าโปรแกรมเถื่อนที่ใช้งานอยู่นั้นถูก
ผู้ไม่ประสงค์ดีดำเนินการดัดแปลงและแก้ไขโปรแกรมโดยฝังมัลแวร์ (โปรแกรมอันตราย) มาด้วย ทำให้ถูกแฮ็กได้

3. ตั้งค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่ดีเพียงพอ การตั้งค่าการใช้งานที่ไม่ปลอดภัย ไม่ทำตามหลักการ และข้อบังคับตามระเบียบ นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถหาวิธีเข้าถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้ เช่น การตั้งรหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา หรือใช้รหัสผ่านที่มาจากโรงงานของอุปกรณ์ (เช่น admin, 1234) หรือบางครั้ง เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลก็มาจากคนใกล้ตัวที่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานอุปกรณ์ของเราได้ขณะที่เราไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์หรือวางไว้โดยที่ไม่ได้ดูแล โดยที่ไม่ทำการล็อกหน้าจอไว้

4. ไม่ปรับปรุงซอฟต์แวร์ที่ใช้งานให้เป็นปัจจุบัน ทุกอุปกรณ์ที่ใช้งานมักมีจุดอ่อนหรือช่องโหว่(Vulnerability) เสมอ อยู่ที่ว่าผู้ไม่ประสงค์ดีจะค้นพบเมื่อไหร่ เปรียบเสมือนการที่เราฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 ไปแล้ว 4 เข็ม แต่ต่อมามีโควิด19 สายพันธ์ใหม่ออกมา ร่างกายของเราก็มีจุดอ่อนต่อสายพันธ์ใหม่ ซึ่งเราจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนรุ่นล่าสุดเพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน ระบบคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน จำเป็นต้องอัปเดตซอฟต์แวร์ของระบบปฏิบัติการและโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอ ผู้ใช้อาจไม่ได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับช่องโหว่ที่เกิดขึ้นว่ามีความรุนแรงเพียงใดและเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของเราหรือไม่ ซึ่งหากช่องโหว่ที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงที่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานได้จากระยะไกล (Remote) จะส่งผลกระทบมากมายกับผู้ใช้งาน ซึ่งบางช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเจ้าของอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ (Product) ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีช่องโหว่เกิดขึ้นและบางครั้งช่องโหว่ที่เกิดขึ้นก็ยากต่อการแก้ไขแล้วเสร็จได้โดยเร็ว

5. ไม่ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส ผู้ใช้งานมักจะเข้าใจได้ว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่นั้นปลอดภัยและปราศจากไวรัสหรือมัลแวร์ ทำให้ไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส หรือติดตั้งแล้วไม่ได้ดำเนินการอัปเดตโปรแกรมเพื่อให้เรียนรู้พฤติกรรมใหม่ของมัลแวร์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในการเข้าใช้งานเว็บต่าง ๆ มีโอกาสถูกแฮ็กจากมัลแวร์ที่ถูกติดตั้งเข้ามาในคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีมัลแวร์ประเภทโปรแกรมเรียกค่าไถ่ (Ransomware) ระบาดและโจมตีผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา
 
แนวทางการรับมือและตรวจสอบการใช้งานอุปกรณ์ให้ปลอดภัย
1. อบรมสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัย ความเสี่ยงจากการใช้งานนั้นมีสูงและส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างมาก การอบรมและให้ความรู้กับพนักงานเป็นสิ่งจำเป็นและควรดำเนินการอย่างเร็วที่สุด นอกจากนี้
ควรมีกระบวนการส่งเสริม วิเคราะห์และตรวจสอบความระมัดระวังในการใช้คอมพิวเตอร์ในการดำเนินการต่าง ๆ

2. ตั้งค่าคอมพิวเตอร์ให้มีความแข็งแกร่ง การตั้งค่าคอมพิวเตอร์มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะจะทำให้ผู้ใช้งานปลอดภัยจากการถูกแฮ็กหรือเข้าถึงข้อมูลในอุปกรณ์นั้น ๆ ได้ เช่นการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก หรือตั้งสแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า ก็ช่วยป้องกันการเข้าถึงจากผู้ไม่ประสงค์ดีอีกด้วย และยังช่วยให้ผู้ใช้งานดำเนินการตรวจสอบอุปกรณ์เป็นประจำ ในมุมขององค์กรอาจมีการจำกัดจำนวนครั้งในการพิมพ์รหัสผ่านผิดติดต่อกัน หรือตรวจสอบการเข้าใช้งานที่ผิดปกติ เช่น นอกเวลาทำงาน หรือมาจากต่างประเทศ การสามารถลบข้อมูลออกจากคอมพิวเตอร์ได้ในกรณีที่เกิดสูญหาย เป็นต้น

3. ปรับปรุงซอฟต์แวร์ของคอมพิวเตอร์ การอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่บนอุปกรณ์เป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็กได้ ซึ่งเราสามารถตั้งค่าให้มีอัปเดตอัตโนมัติหรือตามช่วงเวลาที่กำหนดได้

4. ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส การติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสไม่ได้มีราคาแพงเหมือนในอดีต ทำให้ช่วยให้ผู้ใช้ปลอดภัยจากไวรัสและมัลแวร์มากขึ้น ปัจจุบันการตั้งค่าโปรแกรมถูกตั้งมาให้มีการดำเนินการสแกนไวรัสตลอดเวลาและรวมถึงยังมีการกำหนดการสแกนเป็นระยะและอัปเดตข้อมูลตลอดเวลาด้วยเช่นกัน รวมถึงหากผู้ใช้งานดาวน์โหลดไฟล์ ข้อมูลหรือเข้าถึงเว็บไซต์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โปรแกรมป้องกันไวรัสยังช่วยเตือนและปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่เป็นอันตรายและหยุดการทำงานของมัลแวร์อีกด้วย



ผู้เขียน
รศ.ดร.พงษ์พิสิฐ วุฒิดิษฐโชติ และ เกียรติศักดิ์ จันทร์ลอย
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

Cr: https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1044756


บทความที่เกี่ยวข้อง
หน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้รับจ้างในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลถูกกำหนดความสัมพันธ์ภายใต้บริบทของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
13 ส.ค. 2024
CrowdStrike หน้าที่และความรับผิดตาม PDPA เป็นของใคร
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA กำหนดหน้าที่ขององค์กรที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ CrowdStrike ไว้ดังนี้
20 ก.พ. 2025
ความยินยอม ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ความยินยอม เป็นฐานทางกฎหมายในการเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (ประมวลผล)
13 ส.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy