แชร์

หน้าที่องค์กรในการจัดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม

อัพเดทล่าสุด: 24 ต.ค. 2024
531 ผู้เข้าชม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดให้องค์กรมีหน้าที่ ดังนี้


1.ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม  ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (มาตรา 37(1))

2.ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้แจ้งเหตุการละเมิดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบพร้อมกับแนวทางการเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย  ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวและข้อยกเว้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (มาตรา 37(4))

3.ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (มาตรา 40(2))

จากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หน้าที่เกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย จึงอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน กล่าวคือ 

1.หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมเป็นหน้าที่ของ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการไม่มีมาตรการที่เหมาะสมอาจมีโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามล้านบาท ตามมาตรา 83 หรือมาตรา 86 แล้วแต่กรณี

2.หน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
2.1.ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและ/หรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
2.2.ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบเหตุการละเมิดนั้น แต่ไม่มีหน้าที่ในการแจ้งต่อสำนักงานฯ หรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม (appropriate security measures) จึงเป็นหน้าที่ร่วมกันของทั้งผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และมีความรับผิดทางปกครองแยกออกจากกันตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 83 หรือมาตรา 86 แล้วแต่กรณี

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเพียงบุคคลที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่ง หรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หน้าที่และความรับผิดเวลาที่เกิดข้อพิพาทใด ๆ ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงมักเริ่มต้นจากการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด 

ดังนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ จึงได้กำหนดเครื่องมือสำคัญหนึ่งขึ้นมาเพื่อควบคุมและกำหนดหน้าที่และความรับผิดระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ สัญญาการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement) ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40

กล่าวคือ ในการดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงที่มีเงื่อนไขอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(1) ต้องมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ

(2) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ 

(3) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น

(4) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการจัดทำบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล 

ข้อกำหนดทั้ง 4 ข้อเป็นกรอบเงื่อนไขเบื้องต้นที่สัญญาการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ควรกำหนดไว้ ซึ่งรายละเอียดของข้อสัญญาและข้อตกลงอื่นๆ เป็นเรื่องที่คู่สัญญาควรตกลงกันให้สอดคล้องกับกิจกรรมการประมวลผลและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 

นอกจากนี้ ข้อตกลงในสัญญาควรมีข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการตรวจสอบทบทวน (right to audit) เกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้วย รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ

เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับการทบทวนเมื่อมีความจำเป็น หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม

และควรกำหนดเงื่อนไขให้มีการแจ้งมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดังกล่าวให้แก่บุคลากร พนักงาน ลูกจ้างหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลทราบ รวมถึงกำหนดให้มีการสร้างเสริมความตระหนักรู้

ด้านความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้กับกลุ่มบุคคลดังกล่าวปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ดังนั้น เมื่อความรับผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเป็นความรับผิดร่วมกันของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อตกลงของสัญญาการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ที่สอดคล้องกับกิจกรรมการประมวลผล จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของทุกฝ่าย เพื่อจัดสรรหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างคู่สัญญา.
 
credit: https://www.bangkokbiznews.com/columnist/973755


บทความที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการลูกจ้างเป็น DPO ได้หรือไม่ ?
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยคดีที่ C-453/21 เกี่ยวกับการปลดคณะกรรมการลูกจ้าง
13 ส.ค. 2024
การลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลและการพัฒนา AI
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA มาตรา 37 (3) กำหนดให้องค์กรมีหน้าที่จัดให้มีระบบการตรวจสอบ เพื่อดำเนินการลบ หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล
13 ส.ค. 2024
Digital Twins แบบจำลองดิจิทัล (Digital Replicas)
แบบจำลองดิจิทัล (Digital Replicas) หรือที่เรียกกันว่า "ฝาแฝดดิจิทัล" (Digital Twins) คือการจำลองเสมือนจริงของวัตถุหรือระบบทางกายภาพ
20 ก.พ. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy